กว่าจะมาเป็น VoIP . . .
เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่เมื่อที่มีการคิดค้นโทรศัพท์เป็นครั้งแรก ระบบโทรศัพท์ก็มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนมาถึงในปัจจุบันซึ่งหน้าตาของระบบโทรศัพท์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเสียแล้ว จากเดิมที่จะต้องมีสายเคเบิล และใช้ระบบสลับสายที่ค่อนข้างวุ่นวาย จนมีการใช้งานมากขึ้นก็เปลี่ยนมาใช้ระบบชุมสายโทรศัพท์อัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้เราเพียงแค่กดหมายเลขปลายทางแล้วกดปุ่มโทรออกจากโทรศัพท์มือถือก็สามารถติดต่อสื่อสารไปยังเลขหมายปลายทางได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสายเคเบิลอีกต่อไป
แต่ถ้าคิดว่าโทรศัพท์มือถือนั้นถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งยุค ก็แสดงว่าเราเริ่มจะตามโลกไม่ทันไปเสียแล้ว เพราะในวันนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงกันอีกครั้ง โดยคราวนี้เรียกได้ว่ายกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว โดยมีการพัฒนารูปแบบวิธีการสื่อสารทางโทรศัพท์เสียใหม่ ทำให้เราสามารถใส่ฟีเจอร์หรือความสามารถอื่นๆ เพิ่มเติมลงไปในการสื่อสารช่องทางนี้ได้ โดยถือว่าโทรศัพท์จะไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์ที่มีหน้าที่รับส่งเสียงเพียงอย่างเดียว หรือแม้แต่ไม่จำเป็นว่าเลขหมายปลายทางที่ใช้งานจะต้องตั้งไว้ที่บ้านเสมอไป แต่เราสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามในโลกใบนี้
VoIP อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับอีกหลายๆ คน VoIP ก็ยังจะดูเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งจะเคยได้ยิน โดย VoIP นั้นมาจาก Voice over Internet Protocol หรืออธิบายง่ายๆ ที่เข้าใจได้ในตัวเองคือเสียงที่ส่งผ่านระบบเน็ตเวิร์กแบบดิจิตอลนั่นเอง
สำหรับ VoIP นั้นบ่อยครั้งเราอาจจะใช้คำเรียกอีกคำหนึ่งว่า IP Telephony (บางครั้งก็เรียกว่า IPT) เพราะว่าระบบนี้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการสื่อสาร และใช้ไอพีโพรโตคอลยอดฮิตในการเชื่อมต่อ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสื่อสารด้วยเสียงได้สะดวกง่ายดายมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดขององค์กรก็ตาม เนื่องจากระบบเครือข่ายแบบไอพีนั้นมีการใช้งานอยู่ทั่วไปทั้งในองค์กร หรือแม้แต่การใช้งานในบ้านส่วนตัว ไปจนถึงที่สาธารณะต่างๆ แม้แต่เครือข่ายแลนไร้สายก็ยังใช้เครือข่ายแบบไอพีเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าจะมองในภาพรวมแล้ว IP Telephony นั้นจะเปรียบได้กับการเป็นศูนย์รวมที่รวมเอาหลายๆ ส่วนในองค์กรเข้ามาไว้เป็นเครือข่ายสื่อสารเพียงระบบเดียว
VoIP ทำงานได้อย่างไร
อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า VoIP นั้นอธิบายการทำงานได้อย่างชัดเจนในชื่อเต็มของมันอยู่แล้ว เพราะเป็นระบบเสียงที่ส่งผ่านไอพีโพรโตคอล ซึ่งในอีกนัยหนึ่งก็คือระบบเสียงที่ถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่มีการออกแบบ VoIP ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนนั้น มีการออกแบบเพื่อให้ใช้งานสำหรับอินเทอร์เน็ตเป็นหลักก่อน โดยผู้ให้บริการเล็งเห็นความสำคัญในการสื่อสารทางไกล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากทีเดียว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตในสมัยก่อนมีอยู่หลายแห่ง และลดราคากันชนิดที่ว่าผู้ให้บริการในเมืองไทยถึงกับอยู่ไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงทุกวันนี้ VoIP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบโทรศัพท์ที่ใช้ผ่านอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่า VoIP ในปัจจุบันนั้นสามารถทำงานได้กับเครือข่ายแทบทุกแบบและไม่ว่าเครือข่ายภายในองค์กรจะเป็นอย่างไรก็สามารถสื่อสารกันได้ รวมทั้งอาจจะกลายเป็นระบบโทรศัพท์ภายในองค์กรไปโดยปริยาย ส่วนโพรโตคอลนั้นจะเป็นเหมือนกับวิธีในการติดต่อกันภายในเครือข่าย เพื่อให้อุปกรณ์แต่ละตัวนั้นมีรูปแบบและวิธีการรับส่งข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน เปรียบเหมือนภาษาที่ใช้สื่อสารที่ทำให้คนในสังคมสามารถสื่อสารเข้าใจกัน
IP Telephony นั้นทำงานได้โดยการเปลี่ยนสัญญาณในการสื่อสารด้วยเสียงให้อยู่ในรูปของข้อมูลแบบดิจิตอลและแยกเป็นแพ็กเก็ตข้อมูล ไม่ต่างจากข้อมูลชนิดอื่นๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ และเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นในเทคโนโลยีเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จนแทบจะกลายเป็นระบบหลักที่ใช้กันภายในองค์กรเสียแล้ว และข้อมูลที่ถูกแปลงออกมาแล้วก็จะส่งไปยังปลายทางในรูปของข้อมูลดิจิตอล และจะถูกแปลงกลับเป็นสัญญาณเสียงอีกครั้งหนึ่งที่เครื่องปลายทาง ทำให้ต้นทางและปลายทางได้ยินเสียงและเข้าใจกันไม่ต่างจากการพูดคุยกันด้วยโทรศัพท์แบบเดิมๆ
กว่าจะมาเป็น VoIP
คงต้องขอย้อนกลับไปสู่ระบบโทรศัพท์แบบเดิม หรือที่เรียกกันว่า Circuit-Switched Telephony ซึ่งในระบบโทรศัพท์แบบเดิมที่เราเรียกว่า POTS (Plain Old Telephone Services) นั้นจะทำงานอยู่บนเครือข่ายอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า PSTN (Public Switched Telephone Network) โดยที่ PSTN นั้นเป็นระบบโทรศัพท์ดั้งเดิมที่เราใช้กันมาตั้งแต่มีการคิดค้นและผลิตโทรศัพท์ขึ้นมายุคแรกๆ โดยมาตรฐานการสื่อสารในแบบเก่านั้น การติดต่อระหว่างต้นทางและปลายทาง จำเป็นต้องมีเคเบิลอิสระหนึ่งเส้นที่ใช้ในการเชื่อมต่อ ซึ่งโทรศัพท์ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อผ่านทางสายเคเบิลกลับไปที่ชุมสายโทรศัพท์ เมื่อมีการติดต่อไปยังปลายทาง ชุมสายโทรศัพท์ก็จะสลับสายจนถึงปลายทาง เป็นเหมือนสายเคเบิลเส้นเดียวที่วิ่งจากต้นทางไปยังปลายทาง ทำให้สามารถพูดคุยกันได้โดยตรง ซึ่งเมื่อมีจำนวนโทรศัพท์มากขึ้น วิธีนี้ก็เกิดข้อจำกัดเพราะว่าจำนวนเคเบิล ความยาว และชนิดรวมทั้งขนาดของสายเคเบิลเริ่มสร้างปัญหา โดยเมื่อระบบเติบโตขึ้นทุกอย่างก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การตรวจสอบระบบเมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งการบริหารจัดการจึงกลายเป็นเรื่องยาก และสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก รวมทั้งการขยายเครือข่ายก็จำเป็นต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน
เมื่อเปลี่ยนจาก POTS มาเป็นเทคโนโลยีแบบ VoIP นั้นนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนหน้าตาและรูปแบบของการสื่อสารให้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิมแล้ว ก็ยังสามารถเพิ่มเอาฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ ลงไปให้กับ VoIP ได้เช่นกัน ซึ่งจากเดิมที่ POTS นั้นแทบไม่มีโอกาสในการใช้งาน เมื่อหันมาใช้ VoIP ก็สามารถเพิ่มความสามารถได้โดยง่าย โดยระบบแบบใหม่นี้จะทำงานอยู่บนเครือข่ายที่ออกแบบมาเฉพาะหรือเครือข่ายร่วมกับระบบอื่นๆ รวมทั้งแม้แต่เครือข่ายไร้สายและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งระบบใหม่นี้จะใช้โพรโคอล packet-switched protocols โดยที่ Packet-switched VoIP นั้นจะตัดสัญญาณเสียงที่ได้รับเข้ามาเป็นแพ็กเก็ตย่อยๆ และนอกจากเสียงที่ตัดออกมาแล้ว ในแพ็กเก็ต VoIP นั้นก็ยังมีการเพิ่มแอดเดรสของผู้ส่งและผู้รับลงไปด้วย ซึ่งแพ็กเก็ต VoIP นั้นก็จะสามารถถูกส่งผ่านไปยังเครือข่ายใดๆ ก็ตามที่รองรับ VoIP ได้ทันที อีกทั้งในระหว่างเส้นทางที่มีการส่งออกไปนั้นก็ยังสามารถเลือกเส้นทางการสื่อสารเส้นอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมเนื่องจากแอดเดรสปลายทางถูกระบุเอาไว้ในแพ็กเก็ตเรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลถูกส่งไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน ซึ่งไม่จำเป็นว่าเส้นทางของแพ็กเก็ตทั้งหมดจะต้องวิ่งไปทางเดียวกันเสมอ ผิดกับในระบบเก่าที่ไม่ได้มีการระบุปลายทางของสัญญาณดังนั้นการเปลี่ยนเส้นทางของข้อมูลก็คือ การเข้าไปเปลี่ยนระบบสายเคเบิลจริงๆ และอาจจะไม่สามารถไปถึงปลายทางได้ เปรียบได้กับรถไฟที่ต้องวิ่งไปตามรางเท่านั้น หากระบบรางมีปัญหา รถไฟก็ไม่สามารถวิ่งไปสู่ที่หมายได้ แต่ถ้าเป็น Packet-switched หากเครือข่ายหนึ่งใช้งานไม่ได้แพ็กเก็ตก็จะวิ่งในเส้นทางอื่นเพื่อให้สามารถไปถึงปลายทางได้เช่นกัน
เมื่อเราใช้ VoIP สัญญาณเสียงที่ส่งก็จะเป็นเหมือนกับแพ็กเก็ตข้อมูลปกติที่สื่อสารกัน ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุที่ช่วยให้บริษัทสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ในการสื่อสารทั้งข้อมูลและเสียงไปได้พร้อมกันโดยไม่ต้องวางระบบใหม่ ซึ่งถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วจะเห็นว่า VoIP ทำให้เราสามารถเพิ่มบริการอื่นๆ ลงไปได้นอกเหนือจากที่ระบบโทรศัพท์แบบเดิมทำไม่ได้ อย่างที่เห็นได้จากที่เราสามารถทำงานข้ามระบบกันได้ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์แบบใดก็ตาม รวมทั้งอุปกรณ์ปลายทางก็สามารถเลือกใช้ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ พีดีเอ หรือแม้แต่อุปกรณ์ VoIP โดยตรง รวมไปถึงระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็ยังทำงานข้ามกันได้โดยอิสระเช่นกัน และยังสามารถทำงานข้ามเครือข่ายเข้ามาร่วมกับระบบโทรศัพท์ POTS ได้อีกด้วยเช่นกัน
และด้วยความสามารถของ VoIP ที่เป็นทั้ง Interoperable และ Portable ทำให้การพัฒนาแอพพลิเคชันใหม่ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น จึงสามารถเปลี่ยนรูปแบบของการใช้โทรศัพท์ไปจากเดิมได้อย่างอิสระ
IP Telephony
คงต้องย้อนกลับไปที่ IP Telephony กันเสียก่อน โดยที่ IP Telephony นั้นเป็นตัวช่วยให้เราสามารถสื่อสารด้วยเสียงผ่านทางเน็ตเวิร์กแบบไอพีได้ ซึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจะทำให้เหมือนกับเป็นการรวมศูนย์การสื่อสารให้สามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยเนื่องจากเราสามารถรวมเอาทั้งระบบเสียงและข้อมูลเอาไว้ด้วยกันบนเครือข่ายเดียวได้ทันที และยังรวมศูนย์ในการบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังสามารถเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ลงไปในระบบได้อีกด้วย
จากข้อมูลพบว่าเปอร์เซ็นต์การติดต่อด้วยโทรศัพท์ส่วนใหญ่แล้วภายในองค์กรนั้นส่วนใหญ๋แล้วไม่เคยหลุดออกจากระบบแลน รวมทั้ง IP Telephony mใช้ติดต่อระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ยังไม่ได้หลุดออกจากระบบแลนเช่นกัน รวมไปถึงการติดต่อระหว่างแต่ละหน่วยงานภายในอาคารเดียวกัน ก็ยังเป็นการติดต่อภายในระบบแลนวงเดียวกันอีกด้วย จะเห็นได้ว่าข้อมูลในการติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งนั้นไม่ได้หลุดออกจากระบบแลนขององค์กรเลย ดังนั้นแพ็กเก็ตข้อมูลเสียงชุดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มข้อมูลสำคัญอื่นๆ ลงไปในการสื่อสารไปยังปลายทาง ผลก็คือในระบบ IP Telephony นั้นจะมีขนาดแพ็กเก็ตที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับการติดต่อด้วย VoIP ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะต้องส่งผ่านข้ามระบบแลนอย่างแน่นอน
โดยการทำงานของ IP Telephony นั้นจะทำงานเหมือนกับระบบแลนธรรมดา โดยที่ยูสเซอร์ไม่จำเป็นจะต้องมีโทรศัพท์แบบไอพีติดตั้งเอาไว้ทุกคน โดยอาจจะใช้อุปกรณ์อื่นๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราสามารถใช้โทรศัพท์แบบไอพีได้ในหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญอยู่เพียงแค่อุปกรณ์ที่จะใช้เป็นโทรศัพท์ไอพีนั้นจำเป็นต้องมี NIC (Network Interface Card) ติดตั้งเอาไว้ภายในเหมือนกับที่ติดตั้งเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยที่ NIC จะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ติดต่อกับอุปกรณ์ในระบบแลนเพราะว่าภายใน NIC นั้นจะมีหมายเลขอ้างอิงทางกายภาพที่ใช้ระบุตัวตนบนระบบแลนที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ MAC Address (Media Access Control) โดยรูปแบบของ MAC Address นั้นจะเป็นรหัส 6 คู่และแสดงด้วยเลขฐานสิบหกเสมอ การที่จะใช้งาน IP Telephony ได้นั้นเราจำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อยหนึ่งตัวที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ IPT เอาไว้ โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวมีหน้าที่บริหารจัดการการติดต่อทุกครั้งที่ส่งผ่านเข้ามา โดยอาศัยค่า MAC Address ที่ส่งออกมาจากอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวระบุปลายทางแต่ละแห่ง ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ก็จะมีหน้าที่หลักในการจัดทำฐานข้อมูลของ MAC Address ให้สัมพันธ์กับอุปกรณ์ที่ติดตั้งเอาไว้ เมื่อมีการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์จะส่งต่อแพ็กเก็ตดังกล่าวไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้อย่างถูกต้อง ตามค่า MAC Address ที่ลงทะเบียนเอาไว้
ซึ่งถ้าหากระบบมีขนาดใหญ่มากขึ้น ก็ส่งผลให้มีความต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนติดตั้ง IP Telephony ก็คือจะต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเน็ตเวิร์กสวิตซ์ที่รองรับกับ IPT ด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับในกรณีที่เราติดต่อไปยังพนักงานปลายทางที่อยู่ในสำนักงานสาขาอื่นๆ หรือไม่ได้อยู่ภายในระบบแลนเดียวกันกับต้นทาง ทุกอย่างดูไม่แตกต่างกันกับกรณีที่อยู่บนระบบเดียวกัน แต่แทนที่เซิร์ฟเวอร์สำหรับบริหารจัดการจะส่งข้อมูลดังกล่าวออกไป แล้วสลับเส้นทางให้วิ่งไปสู่ปลายทางบนเครือข่ายในองค์กร ข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกส่งออกไปผ่านทางระบบ WAN ขององค์กร โดยวิ่งผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับ IPT ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ IPT กลายเป็น VoIP และมีระบบเครือข่ายหลายๆ ประเภทเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการติดต่อภายในระบบแลนขององค์กรเช่นกัน โดยที่จะต้องมีกระบวนการจัดการกับข้อมูลมากขึ้นโดยหลายคนเรียกว่ากระบวนการ encapsulation หรือพูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการเอาจดหมายที่เขียนใส่ซองไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ ต่างกันเพียงแค่แทนที่จะเป็นจดหมายก็เป็นข้อมูลดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งเมื่อแพ็กเก็ตผ่านออกจากของของระบบที่ต้นทางก็จะถูก encapsulation เพื่อระบุแอดเดรสปลายทางที่ถูกต้อง พร้อมทั้งกำหนดเส้นทางของข้อมูลอีกด้วย เพื่อให้แพ็กเก็ตดังกล่าวนั้นไปถึงปลายทาง ไม่สูญหายไปไหน จุดแตกต่างก็คือ การอ้างอิงสำหรับนอกเครือข่ายนั้น ทราฟฟิก VoIP จะต้องมีการอ้างอิงแอดเดรสแบบไอพี ซึ่งรูปแบบก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่สุดท้ายแล้วเมื่อแพ็กเก็ตวิ่งไปถึงปลายทางที่ขอบด้านนอกของระบบปลายทาง แพ็กเก็ตก็จะถูกถอดรหัสกลับมาสู่ข้อมูลเดิม แล้ววิ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ ที่ดูแลระบบ IP Telephony ภายในองค์กรที่ปลายทาง จากนั้นที่เหลือก็เพียงแค่ส่งข้อมูลดังกล่าวไปที่เครื่องปลายทาง โดยอ้างอิงจาก MAC Address เท่านั้น โทรศัพท์ปลายทางก็จะดังขึ้น และข้อมูลก็จะถูกแปลงกลับเป็นเสียงอีกครั้งเช่นเดิม จึงสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ ไม่ต่างจากระบบโทรศัพท์แบบเดิม ดังนั้นหากบริษัทมีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ การติดต่อก็จะเป็นเหมือนการติดต่อกันภายในองค์กร แม้แต่สำนักงานส
แต่ถ้าคิดว่าโทรศัพท์มือถือนั้นถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งยุค ก็แสดงว่าเราเริ่มจะตามโลกไม่ทันไปเสียแล้ว เพราะในวันนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงกันอีกครั้ง โดยคราวนี้เรียกได้ว่ายกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว โดยมีการพัฒนารูปแบบวิธีการสื่อสารทางโทรศัพท์เสียใหม่ ทำให้เราสามารถใส่ฟีเจอร์หรือความสามารถอื่นๆ เพิ่มเติมลงไปในการสื่อสารช่องทางนี้ได้ โดยถือว่าโทรศัพท์จะไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์ที่มีหน้าที่รับส่งเสียงเพียงอย่างเดียว หรือแม้แต่ไม่จำเป็นว่าเลขหมายปลายทางที่ใช้งานจะต้องตั้งไว้ที่บ้านเสมอไป แต่เราสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามในโลกใบนี้
VoIP อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับอีกหลายๆ คน VoIP ก็ยังจะดูเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งจะเคยได้ยิน โดย VoIP นั้นมาจาก Voice over Internet Protocol หรืออธิบายง่ายๆ ที่เข้าใจได้ในตัวเองคือเสียงที่ส่งผ่านระบบเน็ตเวิร์กแบบดิจิตอลนั่นเอง
สำหรับ VoIP นั้นบ่อยครั้งเราอาจจะใช้คำเรียกอีกคำหนึ่งว่า IP Telephony (บางครั้งก็เรียกว่า IPT) เพราะว่าระบบนี้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการสื่อสาร และใช้ไอพีโพรโตคอลยอดฮิตในการเชื่อมต่อ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสื่อสารด้วยเสียงได้สะดวกง่ายดายมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดขององค์กรก็ตาม เนื่องจากระบบเครือข่ายแบบไอพีนั้นมีการใช้งานอยู่ทั่วไปทั้งในองค์กร หรือแม้แต่การใช้งานในบ้านส่วนตัว ไปจนถึงที่สาธารณะต่างๆ แม้แต่เครือข่ายแลนไร้สายก็ยังใช้เครือข่ายแบบไอพีเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าจะมองในภาพรวมแล้ว IP Telephony นั้นจะเปรียบได้กับการเป็นศูนย์รวมที่รวมเอาหลายๆ ส่วนในองค์กรเข้ามาไว้เป็นเครือข่ายสื่อสารเพียงระบบเดียว
VoIP ทำงานได้อย่างไร
อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า VoIP นั้นอธิบายการทำงานได้อย่างชัดเจนในชื่อเต็มของมันอยู่แล้ว เพราะเป็นระบบเสียงที่ส่งผ่านไอพีโพรโตคอล ซึ่งในอีกนัยหนึ่งก็คือระบบเสียงที่ถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่มีการออกแบบ VoIP ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนนั้น มีการออกแบบเพื่อให้ใช้งานสำหรับอินเทอร์เน็ตเป็นหลักก่อน โดยผู้ให้บริการเล็งเห็นความสำคัญในการสื่อสารทางไกล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากทีเดียว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตในสมัยก่อนมีอยู่หลายแห่ง และลดราคากันชนิดที่ว่าผู้ให้บริการในเมืองไทยถึงกับอยู่ไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงทุกวันนี้ VoIP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบโทรศัพท์ที่ใช้ผ่านอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่า VoIP ในปัจจุบันนั้นสามารถทำงานได้กับเครือข่ายแทบทุกแบบและไม่ว่าเครือข่ายภายในองค์กรจะเป็นอย่างไรก็สามารถสื่อสารกันได้ รวมทั้งอาจจะกลายเป็นระบบโทรศัพท์ภายในองค์กรไปโดยปริยาย ส่วนโพรโตคอลนั้นจะเป็นเหมือนกับวิธีในการติดต่อกันภายในเครือข่าย เพื่อให้อุปกรณ์แต่ละตัวนั้นมีรูปแบบและวิธีการรับส่งข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน เปรียบเหมือนภาษาที่ใช้สื่อสารที่ทำให้คนในสังคมสามารถสื่อสารเข้าใจกัน
IP Telephony นั้นทำงานได้โดยการเปลี่ยนสัญญาณในการสื่อสารด้วยเสียงให้อยู่ในรูปของข้อมูลแบบดิจิตอลและแยกเป็นแพ็กเก็ตข้อมูล ไม่ต่างจากข้อมูลชนิดอื่นๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ และเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นในเทคโนโลยีเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จนแทบจะกลายเป็นระบบหลักที่ใช้กันภายในองค์กรเสียแล้ว และข้อมูลที่ถูกแปลงออกมาแล้วก็จะส่งไปยังปลายทางในรูปของข้อมูลดิจิตอล และจะถูกแปลงกลับเป็นสัญญาณเสียงอีกครั้งหนึ่งที่เครื่องปลายทาง ทำให้ต้นทางและปลายทางได้ยินเสียงและเข้าใจกันไม่ต่างจากการพูดคุยกันด้วยโทรศัพท์แบบเดิมๆ
กว่าจะมาเป็น VoIP
คงต้องขอย้อนกลับไปสู่ระบบโทรศัพท์แบบเดิม หรือที่เรียกกันว่า Circuit-Switched Telephony ซึ่งในระบบโทรศัพท์แบบเดิมที่เราเรียกว่า POTS (Plain Old Telephone Services) นั้นจะทำงานอยู่บนเครือข่ายอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า PSTN (Public Switched Telephone Network) โดยที่ PSTN นั้นเป็นระบบโทรศัพท์ดั้งเดิมที่เราใช้กันมาตั้งแต่มีการคิดค้นและผลิตโทรศัพท์ขึ้นมายุคแรกๆ โดยมาตรฐานการสื่อสารในแบบเก่านั้น การติดต่อระหว่างต้นทางและปลายทาง จำเป็นต้องมีเคเบิลอิสระหนึ่งเส้นที่ใช้ในการเชื่อมต่อ ซึ่งโทรศัพท์ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อผ่านทางสายเคเบิลกลับไปที่ชุมสายโทรศัพท์ เมื่อมีการติดต่อไปยังปลายทาง ชุมสายโทรศัพท์ก็จะสลับสายจนถึงปลายทาง เป็นเหมือนสายเคเบิลเส้นเดียวที่วิ่งจากต้นทางไปยังปลายทาง ทำให้สามารถพูดคุยกันได้โดยตรง ซึ่งเมื่อมีจำนวนโทรศัพท์มากขึ้น วิธีนี้ก็เกิดข้อจำกัดเพราะว่าจำนวนเคเบิล ความยาว และชนิดรวมทั้งขนาดของสายเคเบิลเริ่มสร้างปัญหา โดยเมื่อระบบเติบโตขึ้นทุกอย่างก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การตรวจสอบระบบเมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งการบริหารจัดการจึงกลายเป็นเรื่องยาก และสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก รวมทั้งการขยายเครือข่ายก็จำเป็นต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน
เมื่อเปลี่ยนจาก POTS มาเป็นเทคโนโลยีแบบ VoIP นั้นนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนหน้าตาและรูปแบบของการสื่อสารให้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิมแล้ว ก็ยังสามารถเพิ่มเอาฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ ลงไปให้กับ VoIP ได้เช่นกัน ซึ่งจากเดิมที่ POTS นั้นแทบไม่มีโอกาสในการใช้งาน เมื่อหันมาใช้ VoIP ก็สามารถเพิ่มความสามารถได้โดยง่าย โดยระบบแบบใหม่นี้จะทำงานอยู่บนเครือข่ายที่ออกแบบมาเฉพาะหรือเครือข่ายร่วมกับระบบอื่นๆ รวมทั้งแม้แต่เครือข่ายไร้สายและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งระบบใหม่นี้จะใช้โพรโคอล packet-switched protocols โดยที่ Packet-switched VoIP นั้นจะตัดสัญญาณเสียงที่ได้รับเข้ามาเป็นแพ็กเก็ตย่อยๆ และนอกจากเสียงที่ตัดออกมาแล้ว ในแพ็กเก็ต VoIP นั้นก็ยังมีการเพิ่มแอดเดรสของผู้ส่งและผู้รับลงไปด้วย ซึ่งแพ็กเก็ต VoIP นั้นก็จะสามารถถูกส่งผ่านไปยังเครือข่ายใดๆ ก็ตามที่รองรับ VoIP ได้ทันที อีกทั้งในระหว่างเส้นทางที่มีการส่งออกไปนั้นก็ยังสามารถเลือกเส้นทางการสื่อสารเส้นอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมเนื่องจากแอดเดรสปลายทางถูกระบุเอาไว้ในแพ็กเก็ตเรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลถูกส่งไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน ซึ่งไม่จำเป็นว่าเส้นทางของแพ็กเก็ตทั้งหมดจะต้องวิ่งไปทางเดียวกันเสมอ ผิดกับในระบบเก่าที่ไม่ได้มีการระบุปลายทางของสัญญาณดังนั้นการเปลี่ยนเส้นทางของข้อมูลก็คือ การเข้าไปเปลี่ยนระบบสายเคเบิลจริงๆ และอาจจะไม่สามารถไปถึงปลายทางได้ เปรียบได้กับรถไฟที่ต้องวิ่งไปตามรางเท่านั้น หากระบบรางมีปัญหา รถไฟก็ไม่สามารถวิ่งไปสู่ที่หมายได้ แต่ถ้าเป็น Packet-switched หากเครือข่ายหนึ่งใช้งานไม่ได้แพ็กเก็ตก็จะวิ่งในเส้นทางอื่นเพื่อให้สามารถไปถึงปลายทางได้เช่นกัน
เมื่อเราใช้ VoIP สัญญาณเสียงที่ส่งก็จะเป็นเหมือนกับแพ็กเก็ตข้อมูลปกติที่สื่อสารกัน ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุที่ช่วยให้บริษัทสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ในการสื่อสารทั้งข้อมูลและเสียงไปได้พร้อมกันโดยไม่ต้องวางระบบใหม่ ซึ่งถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วจะเห็นว่า VoIP ทำให้เราสามารถเพิ่มบริการอื่นๆ ลงไปได้นอกเหนือจากที่ระบบโทรศัพท์แบบเดิมทำไม่ได้ อย่างที่เห็นได้จากที่เราสามารถทำงานข้ามระบบกันได้ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์แบบใดก็ตาม รวมทั้งอุปกรณ์ปลายทางก็สามารถเลือกใช้ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ พีดีเอ หรือแม้แต่อุปกรณ์ VoIP โดยตรง รวมไปถึงระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็ยังทำงานข้ามกันได้โดยอิสระเช่นกัน และยังสามารถทำงานข้ามเครือข่ายเข้ามาร่วมกับระบบโทรศัพท์ POTS ได้อีกด้วยเช่นกัน
และด้วยความสามารถของ VoIP ที่เป็นทั้ง Interoperable และ Portable ทำให้การพัฒนาแอพพลิเคชันใหม่ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น จึงสามารถเปลี่ยนรูปแบบของการใช้โทรศัพท์ไปจากเดิมได้อย่างอิสระ
IP Telephony
คงต้องย้อนกลับไปที่ IP Telephony กันเสียก่อน โดยที่ IP Telephony นั้นเป็นตัวช่วยให้เราสามารถสื่อสารด้วยเสียงผ่านทางเน็ตเวิร์กแบบไอพีได้ ซึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจะทำให้เหมือนกับเป็นการรวมศูนย์การสื่อสารให้สามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยเนื่องจากเราสามารถรวมเอาทั้งระบบเสียงและข้อมูลเอาไว้ด้วยกันบนเครือข่ายเดียวได้ทันที และยังรวมศูนย์ในการบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังสามารถเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ลงไปในระบบได้อีกด้วย
จากข้อมูลพบว่าเปอร์เซ็นต์การติดต่อด้วยโทรศัพท์ส่วนใหญ่แล้วภายในองค์กรนั้นส่วนใหญ๋แล้วไม่เคยหลุดออกจากระบบแลน รวมทั้ง IP Telephony mใช้ติดต่อระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ยังไม่ได้หลุดออกจากระบบแลนเช่นกัน รวมไปถึงการติดต่อระหว่างแต่ละหน่วยงานภายในอาคารเดียวกัน ก็ยังเป็นการติดต่อภายในระบบแลนวงเดียวกันอีกด้วย จะเห็นได้ว่าข้อมูลในการติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งนั้นไม่ได้หลุดออกจากระบบแลนขององค์กรเลย ดังนั้นแพ็กเก็ตข้อมูลเสียงชุดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มข้อมูลสำคัญอื่นๆ ลงไปในการสื่อสารไปยังปลายทาง ผลก็คือในระบบ IP Telephony นั้นจะมีขนาดแพ็กเก็ตที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับการติดต่อด้วย VoIP ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะต้องส่งผ่านข้ามระบบแลนอย่างแน่นอน
โดยการทำงานของ IP Telephony นั้นจะทำงานเหมือนกับระบบแลนธรรมดา โดยที่ยูสเซอร์ไม่จำเป็นจะต้องมีโทรศัพท์แบบไอพีติดตั้งเอาไว้ทุกคน โดยอาจจะใช้อุปกรณ์อื่นๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราสามารถใช้โทรศัพท์แบบไอพีได้ในหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญอยู่เพียงแค่อุปกรณ์ที่จะใช้เป็นโทรศัพท์ไอพีนั้นจำเป็นต้องมี NIC (Network Interface Card) ติดตั้งเอาไว้ภายในเหมือนกับที่ติดตั้งเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยที่ NIC จะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ติดต่อกับอุปกรณ์ในระบบแลนเพราะว่าภายใน NIC นั้นจะมีหมายเลขอ้างอิงทางกายภาพที่ใช้ระบุตัวตนบนระบบแลนที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ MAC Address (Media Access Control) โดยรูปแบบของ MAC Address นั้นจะเป็นรหัส 6 คู่และแสดงด้วยเลขฐานสิบหกเสมอ การที่จะใช้งาน IP Telephony ได้นั้นเราจำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อยหนึ่งตัวที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ IPT เอาไว้ โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวมีหน้าที่บริหารจัดการการติดต่อทุกครั้งที่ส่งผ่านเข้ามา โดยอาศัยค่า MAC Address ที่ส่งออกมาจากอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวระบุปลายทางแต่ละแห่ง ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ก็จะมีหน้าที่หลักในการจัดทำฐานข้อมูลของ MAC Address ให้สัมพันธ์กับอุปกรณ์ที่ติดตั้งเอาไว้ เมื่อมีการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์จะส่งต่อแพ็กเก็ตดังกล่าวไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้อย่างถูกต้อง ตามค่า MAC Address ที่ลงทะเบียนเอาไว้
ซึ่งถ้าหากระบบมีขนาดใหญ่มากขึ้น ก็ส่งผลให้มีความต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนติดตั้ง IP Telephony ก็คือจะต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเน็ตเวิร์กสวิตซ์ที่รองรับกับ IPT ด้วยเช่นกัน
แต่สำหรับในกรณีที่เราติดต่อไปยังพนักงานปลายทางที่อยู่ในสำนักงานสาขาอื่นๆ หรือไม่ได้อยู่ภายในระบบแลนเดียวกันกับต้นทาง ทุกอย่างดูไม่แตกต่างกันกับกรณีที่อยู่บนระบบเดียวกัน แต่แทนที่เซิร์ฟเวอร์สำหรับบริหารจัดการจะส่งข้อมูลดังกล่าวออกไป แล้วสลับเส้นทางให้วิ่งไปสู่ปลายทางบนเครือข่ายในองค์กร ข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกส่งออกไปผ่านทางระบบ WAN ขององค์กร โดยวิ่งผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับ IPT ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ IPT กลายเป็น VoIP และมีระบบเครือข่ายหลายๆ ประเภทเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการติดต่อภายในระบบแลนขององค์กรเช่นกัน โดยที่จะต้องมีกระบวนการจัดการกับข้อมูลมากขึ้นโดยหลายคนเรียกว่ากระบวนการ encapsulation หรือพูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการเอาจดหมายที่เขียนใส่ซองไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ ต่างกันเพียงแค่แทนที่จะเป็นจดหมายก็เป็นข้อมูลดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งเมื่อแพ็กเก็ตผ่านออกจากของของระบบที่ต้นทางก็จะถูก encapsulation เพื่อระบุแอดเดรสปลายทางที่ถูกต้อง พร้อมทั้งกำหนดเส้นทางของข้อมูลอีกด้วย เพื่อให้แพ็กเก็ตดังกล่าวนั้นไปถึงปลายทาง ไม่สูญหายไปไหน จุดแตกต่างก็คือ การอ้างอิงสำหรับนอกเครือข่ายนั้น ทราฟฟิก VoIP จะต้องมีการอ้างอิงแอดเดรสแบบไอพี ซึ่งรูปแบบก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่สุดท้ายแล้วเมื่อแพ็กเก็ตวิ่งไปถึงปลายทางที่ขอบด้านนอกของระบบปลายทาง แพ็กเก็ตก็จะถูกถอดรหัสกลับมาสู่ข้อมูลเดิม แล้ววิ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ ที่ดูแลระบบ IP Telephony ภายในองค์กรที่ปลายทาง จากนั้นที่เหลือก็เพียงแค่ส่งข้อมูลดังกล่าวไปที่เครื่องปลายทาง โดยอ้างอิงจาก MAC Address เท่านั้น โทรศัพท์ปลายทางก็จะดังขึ้น และข้อมูลก็จะถูกแปลงกลับเป็นเสียงอีกครั้งเช่นเดิม จึงสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ ไม่ต่างจากระบบโทรศัพท์แบบเดิม ดังนั้นหากบริษัทมีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ การติดต่อก็จะเป็นเหมือนการติดต่อกันภายในองค์กร แม้แต่สำนักงานส