Welcome
Welcome to <strong>Thin client thai Community</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

กว่าจะมาเป็น VoIP . . .

ทดลองใช้ครับ ใครมีข้อมูลช่วยลงด้วยครับ

Moderators: highthehell, Admin

กว่าจะมาเป็น VoIP . . .

Postby highthehell on Thu Apr 24, 2008 2:23 pm

เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่เมื่อที่มีการคิดค้นโทรศัพท์เป็นครั้งแรก ระบบโทรศัพท์ก็มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนมาถึงในปัจจุบันซึ่งหน้าตาของระบบโทรศัพท์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเสียแล้ว จากเดิมที่จะต้องมีสายเคเบิล และใช้ระบบสลับสายที่ค่อนข้างวุ่นวาย จนมีการใช้งานมากขึ้นก็เปลี่ยนมาใช้ระบบชุมสายโทรศัพท์อัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้เราเพียงแค่กดหมายเลขปลายทางแล้วกดปุ่มโทรออกจากโทรศัพท์มือถือก็สามารถติดต่อสื่อสารไปยังเลขหมายปลายทางได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสายเคเบิลอีกต่อไป

แต่ถ้าคิดว่าโทรศัพท์มือถือนั้นถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งยุค ก็แสดงว่าเราเริ่มจะตามโลกไม่ทันไปเสียแล้ว เพราะในวันนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงกันอีกครั้ง โดยคราวนี้เรียกได้ว่ายกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว โดยมีการพัฒนารูปแบบวิธีการสื่อสารทางโทรศัพท์เสียใหม่ ทำให้เราสามารถใส่ฟีเจอร์หรือความสามารถอื่นๆ เพิ่มเติมลงไปในการสื่อสารช่องทางนี้ได้ โดยถือว่าโทรศัพท์จะไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์ที่มีหน้าที่รับส่งเสียงเพียงอย่างเดียว หรือแม้แต่ไม่จำเป็นว่าเลขหมายปลายทางที่ใช้งานจะต้องตั้งไว้ที่บ้านเสมอไป แต่เราสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามในโลกใบนี้

VoIP อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับอีกหลายๆ คน VoIP ก็ยังจะดูเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งจะเคยได้ยิน โดย VoIP นั้นมาจาก Voice over Internet Protocol หรืออธิบายง่ายๆ ที่เข้าใจได้ในตัวเองคือเสียงที่ส่งผ่านระบบเน็ตเวิร์กแบบดิจิตอลนั่นเอง

สำหรับ VoIP นั้นบ่อยครั้งเราอาจจะใช้คำเรียกอีกคำหนึ่งว่า IP Telephony (บางครั้งก็เรียกว่า IPT) เพราะว่าระบบนี้ใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการสื่อสาร และใช้ไอพีโพรโตคอลยอดฮิตในการเชื่อมต่อ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสื่อสารด้วยเสียงได้สะดวกง่ายดายมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดขององค์กรก็ตาม เนื่องจากระบบเครือข่ายแบบไอพีนั้นมีการใช้งานอยู่ทั่วไปทั้งในองค์กร หรือแม้แต่การใช้งานในบ้านส่วนตัว ไปจนถึงที่สาธารณะต่างๆ แม้แต่เครือข่ายแลนไร้สายก็ยังใช้เครือข่ายแบบไอพีเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าจะมองในภาพรวมแล้ว IP Telephony นั้นจะเปรียบได้กับการเป็นศูนย์รวมที่รวมเอาหลายๆ ส่วนในองค์กรเข้ามาไว้เป็นเครือข่ายสื่อสารเพียงระบบเดียว

VoIP ทำงานได้อย่างไร

อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า VoIP นั้นอธิบายการทำงานได้อย่างชัดเจนในชื่อเต็มของมันอยู่แล้ว เพราะเป็นระบบเสียงที่ส่งผ่านไอพีโพรโตคอล ซึ่งในอีกนัยหนึ่งก็คือระบบเสียงที่ถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่มีการออกแบบ VoIP ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนนั้น มีการออกแบบเพื่อให้ใช้งานสำหรับอินเทอร์เน็ตเป็นหลักก่อน โดยผู้ให้บริการเล็งเห็นความสำคัญในการสื่อสารทางไกล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากทีเดียว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเว็บไซต์ให้บริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตในสมัยก่อนมีอยู่หลายแห่ง และลดราคากันชนิดที่ว่าผู้ให้บริการในเมืองไทยถึงกับอยู่ไม่ได้เลยทีเดียว แต่ถึงทุกวันนี้ VoIP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบโทรศัพท์ที่ใช้ผ่านอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่า VoIP ในปัจจุบันนั้นสามารถทำงานได้กับเครือข่ายแทบทุกแบบและไม่ว่าเครือข่ายภายในองค์กรจะเป็นอย่างไรก็สามารถสื่อสารกันได้ รวมทั้งอาจจะกลายเป็นระบบโทรศัพท์ภายในองค์กรไปโดยปริยาย ส่วนโพรโตคอลนั้นจะเป็นเหมือนกับวิธีในการติดต่อกันภายในเครือข่าย เพื่อให้อุปกรณ์แต่ละตัวนั้นมีรูปแบบและวิธีการรับส่งข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน เปรียบเหมือนภาษาที่ใช้สื่อสารที่ทำให้คนในสังคมสามารถสื่อสารเข้าใจกัน

IP Telephony นั้นทำงานได้โดยการเปลี่ยนสัญญาณในการสื่อสารด้วยเสียงให้อยู่ในรูปของข้อมูลแบบดิจิตอลและแยกเป็นแพ็กเก็ตข้อมูล ไม่ต่างจากข้อมูลชนิดอื่นๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ และเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นในเทคโนโลยีเครือข่ายแบบอีเธอร์เน็ตที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จนแทบจะกลายเป็นระบบหลักที่ใช้กันภายในองค์กรเสียแล้ว และข้อมูลที่ถูกแปลงออกมาแล้วก็จะส่งไปยังปลายทางในรูปของข้อมูลดิจิตอล และจะถูกแปลงกลับเป็นสัญญาณเสียงอีกครั้งหนึ่งที่เครื่องปลายทาง ทำให้ต้นทางและปลายทางได้ยินเสียงและเข้าใจกันไม่ต่างจากการพูดคุยกันด้วยโทรศัพท์แบบเดิมๆ

กว่าจะมาเป็น VoIP

คงต้องขอย้อนกลับไปสู่ระบบโทรศัพท์แบบเดิม หรือที่เรียกกันว่า Circuit-Switched Telephony ซึ่งในระบบโทรศัพท์แบบเดิมที่เราเรียกว่า POTS (Plain Old Telephone Services) นั้นจะทำงานอยู่บนเครือข่ายอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า PSTN (Public Switched Telephone Network) โดยที่ PSTN นั้นเป็นระบบโทรศัพท์ดั้งเดิมที่เราใช้กันมาตั้งแต่มีการคิดค้นและผลิตโทรศัพท์ขึ้นมายุคแรกๆ โดยมาตรฐานการสื่อสารในแบบเก่านั้น การติดต่อระหว่างต้นทางและปลายทาง จำเป็นต้องมีเคเบิลอิสระหนึ่งเส้นที่ใช้ในการเชื่อมต่อ ซึ่งโทรศัพท์ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อผ่านทางสายเคเบิลกลับไปที่ชุมสายโทรศัพท์ เมื่อมีการติดต่อไปยังปลายทาง ชุมสายโทรศัพท์ก็จะสลับสายจนถึงปลายทาง เป็นเหมือนสายเคเบิลเส้นเดียวที่วิ่งจากต้นทางไปยังปลายทาง ทำให้สามารถพูดคุยกันได้โดยตรง ซึ่งเมื่อมีจำนวนโทรศัพท์มากขึ้น วิธีนี้ก็เกิดข้อจำกัดเพราะว่าจำนวนเคเบิล ความยาว และชนิดรวมทั้งขนาดของสายเคเบิลเริ่มสร้างปัญหา โดยเมื่อระบบเติบโตขึ้นทุกอย่างก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การตรวจสอบระบบเมื่อเกิดปัญหา รวมทั้งการบริหารจัดการจึงกลายเป็นเรื่องยาก และสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก รวมทั้งการขยายเครือข่ายก็จำเป็นต้องมีการลงทุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน

เมื่อเปลี่ยนจาก POTS มาเป็นเทคโนโลยีแบบ VoIP นั้นนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนหน้าตาและรูปแบบของการสื่อสารให้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากเดิมแล้ว ก็ยังสามารถเพิ่มเอาฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ ลงไปให้กับ VoIP ได้เช่นกัน ซึ่งจากเดิมที่ POTS นั้นแทบไม่มีโอกาสในการใช้งาน เมื่อหันมาใช้ VoIP ก็สามารถเพิ่มความสามารถได้โดยง่าย โดยระบบแบบใหม่นี้จะทำงานอยู่บนเครือข่ายที่ออกแบบมาเฉพาะหรือเครือข่ายร่วมกับระบบอื่นๆ รวมทั้งแม้แต่เครือข่ายไร้สายและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งระบบใหม่นี้จะใช้โพรโคอล packet-switched protocols โดยที่ Packet-switched VoIP นั้นจะตัดสัญญาณเสียงที่ได้รับเข้ามาเป็นแพ็กเก็ตย่อยๆ และนอกจากเสียงที่ตัดออกมาแล้ว ในแพ็กเก็ต VoIP นั้นก็ยังมีการเพิ่มแอดเดรสของผู้ส่งและผู้รับลงไปด้วย ซึ่งแพ็กเก็ต VoIP นั้นก็จะสามารถถูกส่งผ่านไปยังเครือข่ายใดๆ ก็ตามที่รองรับ VoIP ได้ทันที อีกทั้งในระหว่างเส้นทางที่มีการส่งออกไปนั้นก็ยังสามารถเลือกเส้นทางการสื่อสารเส้นอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมเนื่องจากแอดเดรสปลายทางถูกระบุเอาไว้ในแพ็กเก็ตเรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าข้อมูลถูกส่งไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน ซึ่งไม่จำเป็นว่าเส้นทางของแพ็กเก็ตทั้งหมดจะต้องวิ่งไปทางเดียวกันเสมอ ผิดกับในระบบเก่าที่ไม่ได้มีการระบุปลายทางของสัญญาณดังนั้นการเปลี่ยนเส้นทางของข้อมูลก็คือ การเข้าไปเปลี่ยนระบบสายเคเบิลจริงๆ และอาจจะไม่สามารถไปถึงปลายทางได้ เปรียบได้กับรถไฟที่ต้องวิ่งไปตามรางเท่านั้น หากระบบรางมีปัญหา รถไฟก็ไม่สามารถวิ่งไปสู่ที่หมายได้ แต่ถ้าเป็น Packet-switched หากเครือข่ายหนึ่งใช้งานไม่ได้แพ็กเก็ตก็จะวิ่งในเส้นทางอื่นเพื่อให้สามารถไปถึงปลายทางได้เช่นกัน

เมื่อเราใช้ VoIP สัญญาณเสียงที่ส่งก็จะเป็นเหมือนกับแพ็กเก็ตข้อมูลปกติที่สื่อสารกัน ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุที่ช่วยให้บริษัทสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ในการสื่อสารทั้งข้อมูลและเสียงไปได้พร้อมกันโดยไม่ต้องวางระบบใหม่ ซึ่งถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วจะเห็นว่า VoIP ทำให้เราสามารถเพิ่มบริการอื่นๆ ลงไปได้นอกเหนือจากที่ระบบโทรศัพท์แบบเดิมทำไม่ได้ อย่างที่เห็นได้จากที่เราสามารถทำงานข้ามระบบกันได้ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์แบบใดก็ตาม รวมทั้งอุปกรณ์ปลายทางก็สามารถเลือกใช้ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ พีดีเอ หรือแม้แต่อุปกรณ์ VoIP โดยตรง รวมไปถึงระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็ยังทำงานข้ามกันได้โดยอิสระเช่นกัน และยังสามารถทำงานข้ามเครือข่ายเข้ามาร่วมกับระบบโทรศัพท์ POTS ได้อีกด้วยเช่นกัน

และด้วยความสามารถของ VoIP ที่เป็นทั้ง Interoperable และ Portable ทำให้การพัฒนาแอพพลิเคชันใหม่ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น จึงสามารถเปลี่ยนรูปแบบของการใช้โทรศัพท์ไปจากเดิมได้อย่างอิสระ

IP Telephony
คงต้องย้อนกลับไปที่ IP Telephony กันเสียก่อน โดยที่ IP Telephony นั้นเป็นตัวช่วยให้เราสามารถสื่อสารด้วยเสียงผ่านทางเน็ตเวิร์กแบบไอพีได้ ซึ่งอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าจะทำให้เหมือนกับเป็นการรวมศูนย์การสื่อสารให้สามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยเนื่องจากเราสามารถรวมเอาทั้งระบบเสียงและข้อมูลเอาไว้ด้วยกันบนเครือข่ายเดียวได้ทันที และยังรวมศูนย์ในการบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังสามารถเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ลงไปในระบบได้อีกด้วย

จากข้อมูลพบว่าเปอร์เซ็นต์การติดต่อด้วยโทรศัพท์ส่วนใหญ่แล้วภายในองค์กรนั้นส่วนใหญ๋แล้วไม่เคยหลุดออกจากระบบแลน รวมทั้ง IP Telephony mใช้ติดต่อระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ยังไม่ได้หลุดออกจากระบบแลนเช่นกัน รวมไปถึงการติดต่อระหว่างแต่ละหน่วยงานภายในอาคารเดียวกัน ก็ยังเป็นการติดต่อภายในระบบแลนวงเดียวกันอีกด้วย จะเห็นได้ว่าข้อมูลในการติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งนั้นไม่ได้หลุดออกจากระบบแลนขององค์กรเลย ดังนั้นแพ็กเก็ตข้อมูลเสียงชุดนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มข้อมูลสำคัญอื่นๆ ลงไปในการสื่อสารไปยังปลายทาง ผลก็คือในระบบ IP Telephony นั้นจะมีขนาดแพ็กเก็ตที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับการติดต่อด้วย VoIP ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะต้องส่งผ่านข้ามระบบแลนอย่างแน่นอน

โดยการทำงานของ IP Telephony นั้นจะทำงานเหมือนกับระบบแลนธรรมดา โดยที่ยูสเซอร์ไม่จำเป็นจะต้องมีโทรศัพท์แบบไอพีติดตั้งเอาไว้ทุกคน โดยอาจจะใช้อุปกรณ์อื่นๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราสามารถใช้โทรศัพท์แบบไอพีได้ในหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งสำคัญอยู่เพียงแค่อุปกรณ์ที่จะใช้เป็นโทรศัพท์ไอพีนั้นจำเป็นต้องมี NIC (Network Interface Card) ติดตั้งเอาไว้ภายในเหมือนกับที่ติดตั้งเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยที่ NIC จะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ติดต่อกับอุปกรณ์ในระบบแลนเพราะว่าภายใน NIC นั้นจะมีหมายเลขอ้างอิงทางกายภาพที่ใช้ระบุตัวตนบนระบบแลนที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ MAC Address (Media Access Control) โดยรูปแบบของ MAC Address นั้นจะเป็นรหัส 6 คู่และแสดงด้วยเลขฐานสิบหกเสมอ การที่จะใช้งาน IP Telephony ได้นั้นเราจำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อยหนึ่งตัวที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ IPT เอาไว้ โดยเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวมีหน้าที่บริหารจัดการการติดต่อทุกครั้งที่ส่งผ่านเข้ามา โดยอาศัยค่า MAC Address ที่ส่งออกมาจากอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นตัวระบุปลายทางแต่ละแห่ง ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ก็จะมีหน้าที่หลักในการจัดทำฐานข้อมูลของ MAC Address ให้สัมพันธ์กับอุปกรณ์ที่ติดตั้งเอาไว้ เมื่อมีการเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์จะส่งต่อแพ็กเก็ตดังกล่าวไปยังอุปกรณ์ปลายทางได้อย่างถูกต้อง ตามค่า MAC Address ที่ลงทะเบียนเอาไว้

ซึ่งถ้าหากระบบมีขนาดใหญ่มากขึ้น ก็ส่งผลให้มีความต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนติดตั้ง IP Telephony ก็คือจะต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเน็ตเวิร์กสวิตซ์ที่รองรับกับ IPT ด้วยเช่นกัน

แต่สำหรับในกรณีที่เราติดต่อไปยังพนักงานปลายทางที่อยู่ในสำนักงานสาขาอื่นๆ หรือไม่ได้อยู่ภายในระบบแลนเดียวกันกับต้นทาง ทุกอย่างดูไม่แตกต่างกันกับกรณีที่อยู่บนระบบเดียวกัน แต่แทนที่เซิร์ฟเวอร์สำหรับบริหารจัดการจะส่งข้อมูลดังกล่าวออกไป แล้วสลับเส้นทางให้วิ่งไปสู่ปลายทางบนเครือข่ายในองค์กร ข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกส่งออกไปผ่านทางระบบ WAN ขององค์กร โดยวิ่งผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับ IPT ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ IPT กลายเป็น VoIP และมีระบบเครือข่ายหลายๆ ประเภทเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ต่างกับการติดต่อภายในระบบแลนขององค์กรเช่นกัน โดยที่จะต้องมีกระบวนการจัดการกับข้อมูลมากขึ้นโดยหลายคนเรียกว่ากระบวนการ encapsulation หรือพูดง่ายๆ ก็เหมือนกับการเอาจดหมายที่เขียนใส่ซองไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ ต่างกันเพียงแค่แทนที่จะเป็นจดหมายก็เป็นข้อมูลดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งเมื่อแพ็กเก็ตผ่านออกจากของของระบบที่ต้นทางก็จะถูก encapsulation เพื่อระบุแอดเดรสปลายทางที่ถูกต้อง พร้อมทั้งกำหนดเส้นทางของข้อมูลอีกด้วย เพื่อให้แพ็กเก็ตดังกล่าวนั้นไปถึงปลายทาง ไม่สูญหายไปไหน จุดแตกต่างก็คือ การอ้างอิงสำหรับนอกเครือข่ายนั้น ทราฟฟิก VoIP จะต้องมีการอ้างอิงแอดเดรสแบบไอพี ซึ่งรูปแบบก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่สุดท้ายแล้วเมื่อแพ็กเก็ตวิ่งไปถึงปลายทางที่ขอบด้านนอกของระบบปลายทาง แพ็กเก็ตก็จะถูกถอดรหัสกลับมาสู่ข้อมูลเดิม แล้ววิ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์ ที่ดูแลระบบ IP Telephony ภายในองค์กรที่ปลายทาง จากนั้นที่เหลือก็เพียงแค่ส่งข้อมูลดังกล่าวไปที่เครื่องปลายทาง โดยอ้างอิงจาก MAC Address เท่านั้น โทรศัพท์ปลายทางก็จะดังขึ้น และข้อมูลก็จะถูกแปลงกลับเป็นเสียงอีกครั้งเช่นเดิม จึงสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ ไม่ต่างจากระบบโทรศัพท์แบบเดิม ดังนั้นหากบริษัทมีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ การติดต่อก็จะเป็นเหมือนการติดต่อกันภายในองค์กร แม้แต่สำนักงานส
Image
ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าพยายาม!!!
User avatar
highthehell
Technical Support
 
Posts: 96
Joined: Thu Mar 13, 2008 2:52 pm
Location: Fly Emirates stadium

Postby tomato on Fri May 09, 2008 9:42 pm

Thank for suggestion VoIP to ThinClientthai.
User avatar
tomato
มหาลัย ปี 1
 
Posts: 39
Joined: Sun Mar 23, 2008 12:13 am

Re: กว่าจะมาเป็น VoIP . . .

Postby haamter on Wed May 21, 2008 9:33 am

highthehell wrote:เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่เมื่อที่มีการคิดค้นโทรศัพท์เป็นครั้งแรก ระบบโทรศัพท์ก็มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนมาถึงในปัจจุบันซึ่งหน้าตาของระบบโทรศัพท์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเสียแล้ว จากเดิมที่จะต้องมีสายเคเบิล และใช้ระบบสลับสายที่ค่อนข้างวุ่นวาย จนมีการใช้งานมากขึ้นก็เปลี่ยนมาใช้ระบบชุมสายโทรศัพท์อัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้เราเพียงแค่กดหมายเลขปลาย

เอามาจากไหนครับเนี้ย
ละเอียดยิ๊บเลย ani01
User avatar
haamter
Master Staff
 
Posts: 96
Joined: Thu Mar 13, 2008 2:41 pm
Location: Anfield

Re: กว่าจะมาเป็น VoIP . . .

Postby highthehell on Fri May 23, 2008 1:28 pm

haamter wrote:
highthehell wrote:เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นมีกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่เมื่อที่มีการคิดค้นโทรศัพท์เป็นครั้งแรก ระบบโทรศัพท์ก็มีการพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนมาถึงในปัจจุบันซึ่งหน้าตาของระบบโทรศัพท์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเสียแล้ว จากเดิมที่จะต้องมีสายเคเบิล และใช้ระบบสลับสายที่ค่อนข้างวุ่นวาย จนมีการใช้งานมากขึ้นก็เปลี่ยนมาใช้ระบบชุมสายโทรศัพท์อัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้เราเพียงแค่กดหมายเลขปลาย

เอามาจากไหนครับเนี้ย
ละเอียดยิ๊บเลย ani01


หนังสือคู่ความรู้ครับ gg ani05 ani07 ani08
Image
ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าพยายาม!!!
User avatar
highthehell
Technical Support
 
Posts: 96
Joined: Thu Mar 13, 2008 2:52 pm
Location: Fly Emirates stadium

Postby highthehell on Thu Jun 12, 2008 10:19 am

ต่อจากตอนที่แล้ว.... MAC Address เท่านั้นโทรศัพท์ปลายทางก็จะดังขึ้น และข้อมูลก็จะถูกแปลงกลับเป็นเสียงอีกครั้งเช่นเดิม จึงสามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ ไม่ต่างจากระบบโทรศัพท์แบบเดิม ดังนั้นหากบริษัทมีสำนักงานกระจายทั่วประเทศ การติดต่อก็จะเป็นเหมือนการติดต่อกันภายในองค์กร แม้แต่สำนักงานสาขาที่อยู่ต่างประเทศก็สามารถสื่อสารกันได้ โดยเมื่อสลับออกจากขอบของเครือข่ายต้นทางและปลายทางแล้วก็เข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต แม้ว่าอาจจะยุ่งยาก และมีหลายขั้นตอนก็จริง แต่เบื้องหน้าของระบบก็แค่ยกหูแล้วกดหมายเลขปลายทางเช่นเดิม

ติดต่อกับโทรศัพท์ทุกแบบ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่การติดต่อภายในระบบ IP Telephone ด้วยกัน โดยอาจจะเป็น VoIP ข้ามเครือข่ายกันหรือแม้แต่การใช้งานภายในองค์กรเองก็ตาม แต่อีกกรณีหนึ่งที่พบมากก็คือการติดต่อไปยังโทรศัพท์ POTS โดยข้อมูลที่เริ่มต้นมาจากต้นทางนั้นจะถูกตัดเป็นแพ็กเก็ตวิ่งเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ และวิ่งไปที่ขอบของเครือข่ายเช่นเดิม แต่ทางฝั่ง WAN นั้นก็จะถูกสลับกลับไปยังเครือข่าย PSTN เท่านั้นผ่านทางเกตเวอร์ของ VoIP ซึ่งเมื่อสลับเข้าสู่ PSTN แล้วที่เหลือก็เพียงแค่วิ่งตามระบบเก่าเท่านั้นเอง ดังนั้นหากสำนักงานสาขากระจายทั่วประเทศ และในเมืองใหญ่ๆ ที่จำเป็นต้องมีการติดต่อลูกค้าบ่อยครั้ง ก็อาจจะต้องติดตั้งเกตเวย์ดังกล่าวนี้เอาไส้ เมื่อลูกค้าติดต่อเข้ามาที่สาขา ระบบก็สามารถสลับเข้าสู่ VoIP แล้ววิ่งไปยังสำนักงานใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปได้ รวมถึงกรณีที่สำนักงานใหญ่ต้องการติดต่อลูกค้าของสาขาโดยตรง ก็ไม่จำเป็นต้องติดต่อทางไกล แต่สามารถใช้ VoIP ติดต่อไปยังสาขา แล้วสลับเข้าสู่ PSTN ที่สาขาออกไปหาลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าว จึงเหมือนกับเป็นการติดต่อในพื้นที่ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้ทีเดียว
ลดความยุ่งยากด้วย VoIP
สาเหตุก็เนื่องมาจากที่ระบบ VoIP ในช่วงแรกๆที่มีการพัฒนาขึ้นมานั้น จะโฟกัสไปที่การใช้งานร่วมกับอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก และอาศัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการสื่อสาร แล้วถ้าย้อนกลับไปดูในตอนนั้นเมื่อปี 1995 ความเร็วของเครือข่ายที่ใช้งานกันอยู่นั้นมีอยู่เท่าไหร่กันเชียว แล้วมันจะเวิร์กได้อย่างไรกัน เพราะถึงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งานกันอยู่ในยุคสมัยนั้นสามารถรองรับและทำงานได้อย่างไม่มีปัญหากับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และสามารถรองรับกับแอพพลิเคชั่นต่างๆได้เป็นอย่างดีรวมทั้งให้ความเร็วได้น่าประทับใจอีกด้วย แต่ในภายหลังก็ได้ข้อสรุปออกมาว่านี่อาจจะเป็นช่องทางที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนักในการนำมาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการสื่อสารหลักด้วยเสียง จนท้ายที่สุดกว่าจะมาถึงวันนี้ก็มีการพัฒนาในหลายๆด้านซึ่งก็ต้องยอมรับว่าในวันนี้ VoIp ยังคงไม่ได้เดินไปถึงจุดสูงสุด แต่ยังคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่จะไปถึงเป้าหมายที่จะเข้ามาแทนระบบ POTS เดิมได้อย่างเต็มร้อย ซึ่งแม้ว่าVoIp จะทำงานได้เป้นอย่างดีผ่านทางอินเทอร์เน็ตก็ตาม แต่เรื่องของคุณภาพในการให้บริการก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กันที่องค์กรตั้งแต่ขนาดกลางขึ้นมา จำเป็นต้องให้ความสำคัญ และอาจจะถึงกับต้องยอมเสียเครือข่ายส่วนหนึ่ง หรือแบนด์วิดธ์ส่วนหนึ่งไปกับบริการเฉพาะสำหรับ VoIP เพราะถ้าหากลาเทนซีของระบบไม่ดีจริง เสียงเดินทางไปถึงปลายทาง ช้าบ้างเร็วบ้างตามปริมาณทราฟฟิกที่วิ่งอยู่ ข้อความที่ส่งออกมาย่อมไม่สามารถนำมาต่อกลับให้เป็นเสียงได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่ถึงตอนนั้นแม้ว่า VoIP จะยังไม่ได้ดีที่สุด หรือใช้งานทดแทนระบบเดิมก็จริง แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตหลายรายหันมาให้ความสนใจกับ VoIP และเริ่มมีการพัฒนากันยกใหญ่ จนถึงขนาดมีผลกระทบต่อระบบโทรศัพท์โดยรวมทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้นั้นกลายเป็นว่า VoIp ในวันนี้ช่วยบริษัทลดค่าใช้จ่ายในการทำงานได้บนเน็ตเวิร์กคอมพิวเตอร์ของบริษัทได้ทันที เพียงแต่อาจจะต้องเปลี่ยนเน็ตเวิร์กสวิตซ์เป็นแบบแพ็กเก็ตที่รองรับกับ VoIP ได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ฟีเจอร์ในการติดต่อของ VoIP ก็ยังครอบครุมฟีเจอร์ทุกๆอย่างที่มีอยู่ในระบบโทรศัพท์ POTS ได้ครบถ้วนไม่มีตกหล่นแม้แต่อย่างเดียว แต่กลับเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆลงไปได้อย่างอิสระมากขึ้น ชนิดที่ว่าถ้าหากยังคงใช้ POTS แบบเดิมๆอยู่ล่ะก็ ต่อให้รออีกร้อยปีก็ไม่มีวันได้เห็นเลยทีเดียว และแน่นอนว่าสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือฟีเจอร์ของ VoIP ยังช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันภายในเอ็นเตอร์ไพรส์ได้อย่างดี แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดลดต่ำลงสวนทางกับเอาต์พุต ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆองค์กรต้องการ
Image
ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าพยายาม!!!
User avatar
highthehell
Technical Support
 
Posts: 96
Joined: Thu Mar 13, 2008 2:52 pm
Location: Fly Emirates stadium


Return to VoIP

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron