Front side Bus (FSB) คือ อะไร ?
Front Side Bus คือ ความเร็วสูงสุดระหว่าง ซีพียู กับ Chipset ที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ณ ปัจจุบันก็มีตั้งแต่ 800,1033,1333 MHz ให้ลองนึกไปถึงรถวิ่ง ถ้าหารเราขับรถที่ความเร็ว 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ย่อมช้ากว่าเราขับรถที่ความเร็ว 1033 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากหน่วยประมวลผลกลางสามารถต่อกับแผงวงจรหลักได้ความเร็วสูงเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นผลดีกับระบบขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้สามารถส่งผ่านข้อมูลและประมวลผลได้เร็วขึ้นครับ
RAID คืออะไร?
RAID (Redundant Array of Inexpensive Disk) คือการนำเอา Harddisk ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาทำงานร่วมกันเสมือนเป็น harddisk ตัวเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือมีโอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลน้อยลงในกรณีที่เกิดความผิดพลาดของ hardware (fault tolerance) กลุ่มของ harddisk ที่เอามาทำงานร่วมกันในเทคโนโลยี RAID จะถูกเรียกว่า disk array โดยระบบปฏิบัติการและ software จะเห็น harddisk ทั้งหมดเป็นตัวเดียว ซึ่งการทำ RAID นี้นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการเก็บรักษาข้อมูลแล้ว ยังเป็นการประหยัดอีกด้วย เพราะว่ายิ่ง harddisk มีความจุมากเท่าไหร่ ราคาของมันก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ดังนั้น สำหรับงาน ที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลมากๆ อย่าง Database Server ถ้าเราเลือกใช้ harddisk ความจุมากๆ เพียงตัวเดียว ในการเก็บข้อมูลหรือที่เรียกกันว่าเป็นการใช้ harddisk แบบ SLED หรือ Single Large Expensive Disk ราคาที่เราเสียไปกับ harddisk ตัวเดียวนั้น อาจจะไม่คุ้มค่าเท่ากับการใช้ harddisk ที่มีความจุต่ำกว่า (ซึ่งแน่นอนว่าราคาต้องถูกกว่าหลายเท่าด้วย) นำมาต่อเพื่อให้ทำงานร่วมกันหรือที่เรียกกันว่าเป็นการใช้ harddisk แบบ RAID
ก่อนที่เราจะไปรู้จัก RAID แบบต่างๆ เรามารู้จักคำว่า Data Striping กันก่อนครับ
Data Striping คือการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ แล้วนำแต่ละส่วนไปเก็บใน harddisk แต่ละตัว การทำ striping นี้จะช่วยให้การอ่าน หรือเขียนข้อมูลใน disk array มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแต่ละไฟล์จะถูกแบ่งเป็นส่วนๆ กระจายไปเก็บในส่วนที่ต่างกันของ harddisk หลายตัว โดย harddisk เหล่านั้นทำงานไปด้วยกันแบบขนาน (parallel) จึงทำให้การเข้าถึงข้อมูลนั้นเร็วกว่า harddisk แบบตัวเดียวอย่างแน่นอน
และนี่คือ RAID แบบต่างๆ ที่มีความสามารถต่างกัน และถูกเอามาใช้ในงานที่แตกต่างกัน แล้วแต่ผู้ใช้ครับ
รูปแบบของ RAID
RAID ระดับ 0
การตั้งค่าการกำหนดประสิทธิภาพของ ระบบ RAID โดยเริ่มตั้งแต่ระบบ RAID ระดับ 0 เรื่อยไปเป็น 1, 2, 3, 4 และ 5 ตัวเลขเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับ ประสิทธิภาพ , ความสามารถ ในการเขียนข้อมูลซ้ำ ๆ ( การสำรองข้อมูล ) และสิ่งที่ระบบ Host นั้นๆ ต้องการ โดยในการจัดการระดับของ RAID นี้จะขึ้นอยู่กับ software ที่จะอาศัยการตั้งค่า การทำงานต่างๆ เพื่อให้รองรับระดับต่างๆ นี้ได้ แต่เดิมนั้น RAID แบ่งออกเป็น 5 แบบ คือ RAID-1 ถึง RAID-5 แต่ปัจจุบันมีผู้ทำการเพิ่มเติม RAID-0 และ RAID ชนิดอื่นขึ้นมาอีกคุณสมบัติของRAIDแต่ละชนิด
RAID ระดับ 0 มุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล เป็นสำคัญ แต่มีข้อเสียตรงที่ ไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่อง ของระบบในกรณี ที่เกิดการขัดข้องขึ้น ทำให้ข้อมูลอาจจะสูญหายไปได้ ( ไม่แก้ปัญหา Fault Tolerance ) ระบบ RAID O นี้ มีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า "striping" หรือ "แถบ" เนื่องจาก ระบบระบบ RAID 0 นี้ มีการจัดการ กับข้อมูลเป็นแนวยาว ในลักษณะของแถบ (ไม่ได้กระจายไปทั่ว อย่างระบบอื่น) ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ระบบ RAID 0 นั้นประกอบด้วย ดิสก์ 4 ตัว ต่อเชื่อมกัน แถบที่ 0, 1, 2 และ 3 ก็จะถูกจัดสรรออกไป ให้ดิสก์ที่ 0, 1, 2 และ 3 ตามลำดับ และสำหรับแถบต่อจากนั้น คือ แถบ 4, 5, 6, 7 ฯลฯ ก็จะหมุนวน สลับกลับไปที่ ดิสก์ตัวที่ 0 (แถบที่ 4), ดิสก์ตัวที่1 (แถบ5). ดิสก์ตัวที่ 2 (แถบ6), ดิสก์ตัวที่3 (แถบ7) ซึ่งปรากฏการ์นี้ จะเกิดหมุนเวียนกันไปเรื่อย จนกว่าข้อมูลจะหมดไป ในแต่ละชุด ๆ สาเหตุที่ ระบบ RAID 0 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้งานข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ ก็เพราะ มันช่วยให้ ผู้ใช้สามารถ เข้าถึงข้อมูล แต่ละแถบได้พร้อม ๆ กันทั้งหมด แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้น จะถูกจัดเก็บไว้ บนคนละไดรฟ์ก็ตาม หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันช่วยให้มีความเร็วเพิ่มมากขึ้น ในการเข้าถึงข้อมูล เพราะ แทนที่ จะต้องอาศัยฮาร์ดดิสก์ (หรือไดรฟ์) เพียงตัวเดียว ในการระบายข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ เกิดการทะลักและติดขัด ของข้อมูลได้ แต่ระบบระบบ RAID 0 นี้ จะสามารถทำให้ ข้อมูลถูกกระจายออกมา จากไดรฟ์ทุกไดรฟ์ ในระบบอย่างพร้อมเพรียงกัน จึงสามารถ เพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ได้มากขึ้นหลายเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ระบบ RAID 0 นี้ ก็มีข้อเสียตรงที่ว่า มันไม่สามารถ รับประกันได้ว่า ข้อมูลของคุณจะสูญเสียไปหรือไม่ หากเกิดความผิดพลาดหรือขัดข้องขึ้นในระหว่างการทำงาน เนื่องจาก มันไม่มีการก็อปปี้ข้อมูลเก็บไว้อย่างในระบบ RAID อื่น ๆที่เราจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป อย่างไรก็ตาม ระบบ RAID ระดับ 0 นี้ มีข้อเสียในเรื่องของ การป้องกันความเสียหาย เนื่องจากมันจะเพิ่มความเสี่ยง ของโอกาสข้อมูลสูญเสียไป นั่นเพราะว่า มันจะไม่มี พื้นที่ไว้สำหรับ การเขียนข้อมูลซ้ำๆ กัน ( หรือการสำรองข้อมูล ) ถ้าหาก Drive หนึ่งทำงานไม่ได้ นั่นหมายความว่า ไม่มีทางที่จะเรียกชุดข้อมูล ที่ถูกแยกเก็บไปแต่ละ drive นั้นออกมาได้เลย ซึ่งแตกต่างกับ รูปแบบการทำงาน ของ RAID ระดับอื่นๆ ที่เราจะกล่าวต่อไป
RAID ระดับ 1
มีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า "disc mirroring" ซึ่งสามารถ ปกป้องข้อมูล และแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อระบบเกิดปัญหา ได้ดีกว่าระบบ RAID 0 นอกจากนั้น ระบบ RAID 1 นี้ ยังมีความสามารถ ในการอ่านข้อมูลดีกว่า ระบบ RAID 0 ด้วย ในการทำงานของระบบ RAID 1 นี้ แต่ด้วยประสิทธิภาพ ที่เพิ่มขึ้น และความสามารถ ในด้านปกป้องปัญหาที่เข้ามานี้ คุณก็ต้องแลกมาด้วย เนื้อที่จัดเก็บข้อมูล ที่อาจจะลดน้อยลงไป ในการตั้งการทำงานของ RAID ระดับ 1 นี้ โปรแกรมจัดการการทำงาน จะสั่งให้ตัวควบคุมระบบ ทำการจัดเก็บข้อมูล สำรอง ข้ามไปตาม Drive ย่อยๆ ภายในระบบ RAID ของคุณ ( ภายใต้ Drive เสมือน 1 Drive จะประกอบไปด้วยตัวฮาร์ดดิสก์ย่อยๆ หลายตัวทำงานร่วมกัน ) ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน มันจะถูกทำการบันทึกซ้ำ ไปตาม Drive ต่างๆ ภายในระบบของคุณ และด้วยเหตุนี้นี่เอง เมื่อเกิดกรณี ข้อมูลใน drive หนึ่งๆ สูญหาย คุณก็ยังพอมีทาง ที่จะเรา้ข้อมูล ที่ทำการบันทึกซ้ำไว้ ที่ Drive อีกตัว กลับคืนมาได้ นอกจากนี้ ในการตั้งการทำงาน ของ RAID ระดับ 1 นี้ ยังสามารถกำหนดชุดของ Mirror set ให้มีมากกว่า 1 set ก็เป็นได้ อีกทั้ง แต่ละ Mirror set คุณยังสามารถ กำหนดขนาดความจุ ให้แตกต่างกันไปอีกด้วย ในขณะที่ความสามารถ ในการอ่านข้อมูล ก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ด้วยการที่ระบบ การบันทึกข้อมูลซ้ำนี้ จะกระจายการบันทึกข้อมูล ไปตาม Drive ย่อยๆ ภายในระบบ ซึ่งก็ทำให้ เมื่อมีการร้องขอข้อมูลมา จะช่วยลดปัญหา ความคับคั่ง ของการเขียนอ่านข้อมูล ที่อาจจะเกิดขึ้น หากมีการบันทึกข้อมูลนั้นๆ รวมอยู่บน Drive เดียวกัน ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ ด้วยการมี 3 คำร้องขอ ที่เรียกเข้ามายังระบบ โดยที่ คำร้องที่ 1 จะถูกเรียกไปอ่านที่ block 0 คำร้องที่ 2 จะถูกเรียกอ่านที่ block 1 ในขณะที่คำร้องที่ 3 จะถูกเรียกอ่านที่ block 2 นั่นหมายความว่า แต่ละ block ก็เปรียบเสมือนเป็นฮาร์ดดิสก์แต่ละตัว ที่ทำงานอยู่ภายใต้ระบบ RAID ( ที่รวม ฮาร์ดดิสก์หลายๆ ตัวนี้ให้เป็น Drive เพียง Drive หนึ่งเท่านั้น ) มันจึงสามารถ อ่านข้อมูลได้อย่างอิสระต่อกัน ซึ่งช่วยลดภาระ และลดเวลาในการเข้าถึงข้อมูล ได้เป็นอย่างดี
RAID ระดับ 2
ในระดับนี้ จะไม่พบมีการใช้งาน ในทางธุรกิจทั่วไปนัก แต่จุดเด่นของระดับนี้นั่นคือ ความสามารถ ในการปกป้องข้อมูล ที่เหนือกว่าระดับอื่นๆ ด้วยการสร้างระบบ Fault tolerance ภายใต้ชุดคำสั่ง error correction code ( ECC ) ซึ่งเราจะพบการทำงานเช่นนี้ อยู่ในโมเด็ม หรืออุปกรณ์หน่วยความจำแบบ Solid state ทั้งนี้ ชุดคำสั่ง ECC จะสร้างตารางที่ประกอบไปด้วย สูตรตัวเลขเพื่อใช้ในการ จุดเก็บข้อมูล ลงบนแต่ละ block ภายใต้ Drive เสมือน ซึ่งเรามักจะเรียกสูตรนี้ว่า checksum โดยที่จะมีการเติมค่า checksum นี้ต่อท้ายแต่ละชุดข้อมูล เพื่อทำการระบุตัวตน และช่วยในการรวบรวมข้อมูล เมื่อมีความต้องการอ่านเกิดขึ้น เมื่อมีการ เรียกอ่านข้อมูลจาก Drive ระบบจะทำการประมวลผล ตัวเลขค่า Checksum นี้ ทำการเปรียบเทียบกับค่า ECC ที่ถูกตั้งสูตรเอาไว้ตามตาราง หากตัวเลขตรงกัน ชุดข้อมูลนั้นจะถูกอ่านขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่หากตัวเลขไม่ต้องกัน ข้อมูลที่สูญหาย จะถูกคำนวณขึ้นใหม่ ด้วยการใช้ค่า checksum ที่อยู่ก่อนหน้า และถัดไป เป็นชุดอ้างอิง เพื่อทำการเรา้ข้อมูลขึ้นมา
RAID ระดับ 3
เป็นการประยุกต์รูปแบบมาจาก RAID ระดับ 0 ซึ่งมีความสามารถ ด้านความจุและความสามารถ ในการเขียนอ่าน อย่างน่าทึ่ง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง ความสามารถ ในด้านปกป้องความเสียหาย หรือ Fault Tolerance ไว้อีกด้วย โดยที่ มันได้ใช้ประโยชน์ จากเทคนิค จัดเก็บข้อมูล แบบแถบข้อมูล จาก RAID ระดับ 0 โดยจะทำการบันทึก แต่ละแถบข้อมูล ไปตาม Drive ย่อยๆ ภายใต้ระบบ RAID แต่จะยกเว้นไว้ 1 Drive เอาไว้เพื่อจัดเก็บค่าข้อมูล ต่างๆ เอาไว้ เพื่อใช้ในการเรียกใช้ข้อมูลขึ้นมา ซึ่ง Drive ที่จัดเก็บค่าข้อมูลนี้ จะถูกแบ่งเป็นแถบข้อมูล เช่นเดียวกัน โดยค่าข้อมูลแต่ละแถบนี้ จะบันทึกค่าข้อมูล ในการจัดเก็บข้อมูลหลัก ที่กระจายไปตามแต่ละ Drive ซึ่งค่าที่จัดเก็บนี้ จะเป็นค่าของข้อมูลที่ว่า อ่านข้อมูลจากที่ใด หรือเป็นการเขียนข้อมูล ลงไปที่ใด ซึ่งด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้ ในกรณีที่ข้อมูล เกิดปัญหา หรือเกิดสูญหายไป จะยังสามารถ เรา้ข้อมูลกลับ โดยใช้ค่าข้อมูล ที่เก็บเอาไว้ Drive พิเศษ เป็นค่าอ้างอิง
RAID ระดับ 4
RAID มีแนวคิด ที่คล้ายคลึงกับ RAID ระดับ 3 แต่จะเน้นความสำคัญ ไปที่ประสิทธิภาพ การทำงานของ application ที่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น โปรแกรม Database TP ที่ต้องเกี่ยวข้องกับ ไฟล์ขนาดใหญ่ ที่มีความต่อเนื่องกัน และยังมีอีกความต่าง นั่นคือ ระดับความลึกของแถบข้อมูล ที่ RAID ระดับ 4 จะมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งโดยปกติ ขนาดในระดับ 2 block ซึ่งจะช่วยให้ โปรแกรมจัดการ RAID สามารถทำงานร่วมกับ disc แต่ละตัว ได้อย่างเป็นอิสระต่อกัน มากกว่า RAID ระดับ 3 ซึ่งจะช่วยให้ กาจัดเก็บข้อมูล และการเรียกอ่านข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะตามมา จากการใช้งาน RAID ระดับ 4 นั้นก็คือ ปัญหาการติดขัดของข้อมูล ใน Drive ที่ใช้ในการจัดเก็บ ค่า parity เอาไว้ ซึ่งต้องการหลักการทำงาน ที่ยุ่งยากกว่ากันมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ RAID ระดับนี้ ไม่ได้รับความนิยม มากนัก
RAID ระดับ 5
ที่ระดับนี้ ถือเป็นระดับที่ใช้งานกันมากที่สุด โดยจะทำการ แก้ปัญหา การติดขัดในการเขียนข้อมูล ที่เกิดขึ้นใน RAID ระดับ 4 ด้วยการกระจาย แถบของค่าข้อมูล ( parity ) ไปตาม Drive ย่อยๆ ต่างๆ ซึ่งด้วยวิธีนี้ จะช่วยบรรเทา การทำงานที่มุ่งไปที่ Drive ใด Drive หนึ่งเพียงตัวเดียว จึงช่วยเพิ่มความสามารถ ของระบบโดยรวม ได้มากยิ่งขึ้น โดยวิธี ที่ RAID ระดับนี้ช่วยลดปัญหา การติดขัด ในการเขียนข้อมูล parity นั้น เป็นวิธีพื้นฐาน โดยแทนที่ จะยอมให้ เพียง Drive ตัวใดตัวหนึ่ง ทำการสันนิษฐาน ความเสี่ยง ของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ก็จัดการให้ทุกๆ Drive ที่อยู่ภายในระบ RAID ทำการสันนิษฐาน เพื่อทำการจัดเก็บค่าของข้อมูล กระจายไปตามแต่ละ Drive และด้วยวิธีง่ายๆ นี้เอง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าทึ่ง
RAID ระดับอื่นๆ
นอกจาก ระดับมาตรฐานทั้ง 5 ระดับข้างต้น ยังมีระดับย่อยๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้น ตามความต้องการ ที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องมีการ ออกแบบระบบ RAID เพื่อตอบสนอง ความต้องการที่เกิดขึ้นนี้ โดยมีตัวอย่างเช่น RAID ระดับ 6, จะให้ความสำคัญ กับความป้องกันความเสียหาย ในระดับสูงมากๆ RAID ระดับ 10 (หรือที่รู้จักกัน ในนามของ RAID ระดับ 0 & 1), จะพุ่งเป้าไปที่ ความสามารถ ในด้าน input / output และการปกป้องความเสียหาย RAID ระดับ 53, จะเป็นส่วนผสมของ RAID ระดับ 0 และ 3 เพื่อความสามารถ ในการเขียนและอ่านข้อมูล อย่างไรก็ตาม คุณยังสามารถ ออกแบบระบบ RAID เพื่อตอบสนอง การทำงานที่เฉพาะเจาะจง ของคุณเองได้ ซึ่งด้วยศักยภาพ และความยืดหยุ่น ที่มีอยู่ ในการออกแบบ RAID นี้ จะช่วยให้คุณ พบทางออก ที่ตรงตามความต้องการ
SLi คืออะไร ?
ถ้าจะพูดถึงเทคโนโลยี SLI ของ NVIDIA เป็นจริงได้ เป็นการอินเตอร์เฟซ PCI Express ซึ่งเป็นอินเตอร์เฟซที่ยืดหยุ่นในการกระจายช่องสัญญาณ ทำให้สามารถใช้กราฟฟิคการ์ดในอินเตอร์เฟซ PCI Express จำนวนมากกว่าหนึ่งตัวได้ (ในขณะที่อินเตอร์เฟซเดิมอย่าง AGP นั้น ถูกจำกัดเอาไว้โดยชิพเซ็ต ที่จะมีได้เพียงสล็อตเดียว) กราฟฟิคการ์ดตระกูลล่าสุดของ NVIDIA พร้อมทั้งพัฒนาชิพเซ็ตที่รองรับกับกราฟฟิคการ์ด PCI Express จำนวน 2 ช่อง ในนามของ NVIDIA nForce4 SLI และได้ทำการเปิดตัว NVIDIA SLI Technology อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งคำว่า SLI ของ NVIDIA นี้ ย่อมาจาก Scalable Link Interface
CrossFire คืออะไร ? ทำงานอย่างไง ?
ATI CrossFire Multi-GPU Technology เป็นเทคโนโลยีจากทาง ATI ชิพเซ็ทที่รองรับ ATI CrossFire Multi-GPU Technology อย่างเป็นทางการนั้น ปัจจุบันมีเพียงชิพเซ็ทจากทาง ATI โดยตรงครับ นั่นก็คือชิพเซ็ทที่ชื่อว่า Radeon Xpress 200 CrossFire โดย ATI ได้ทำชิพเซ็ทนี้ออกมารองรับทั้งแพลทฟอร์ม Intel และ AMD โดยมีข้อแตกต่างกันหลักๆ อยู่ที่ memory controller และ ATI เองก็ได้มีแผนในการขยายการรองรับไปยังชิพเซ็ทจากค่ายอื่นๆ โดยอาจมีการขายลิขสิทธิ์ชิพเซ็ท CrossFire เพื่อให้เมนบอร์ด CrossFire มีราคาที่ถูกลง
CrossFire มีการเชื่อมต่อระหว่างการ์ดทั้งสองตัวผ่านทางพอร์ท DVI และ DMS ดังนี้
สังเกตได้ว่า การ์ด slave (GPU2, สีแดง) จะทำการประมวลผลภาพและ output ออกไปทางพอร์ท DVI ซึ่ง output นั้น จะผ่านไปเป็น input ของการ์ด CrossFire Edition หรือการ์ด master (GPU1, สีน้ำเงิน) โดยเข้าทางพอร์ท DMS จากนั้น ที่การ์ด CrossFire Edition จะมีชิพที่เรียกว่า Composite Engine เพื่อรวมการประมวลผลจากนั้นการ์ด slave และจากการ์ด master เอง เพื่อออกเป็น output สุดท้ายทางพอร์ท DVI ของการ์ด master เพื่อแสดงผลออกทางจอภาพในที่สุดครับ
การเชื่อมต่ออย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องใช้สาย Y เพื่อเชื่อมระหว่างพอร์ท DVI ของการ์ดทั้งสองตัว โดยสังเกตได้ว่า พอร์ท DMS บนการ์ด CrossFire Edition นั้น จะมีหน้าตาที่แปลกไปจากพอร์ท DVI ทั่วไปเล็กน้อย เพื่อรองรับกับการ์ดเชื่อมต่อนี้


